ตัวเลขที่ไม่เป็นศูนย์
ตัวเลข 1–9 มีนัยสำคัญทุกตัว
เลขนัยสำคัญ
การบันทึกผลการทดลองไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การเขียนตัวเลข แต่ตัวเลขที่รายงานควรสะท้อนความละเอียดของการวัด และสามารถอธิบายได้ว่าตัวเลขเหล่านั้นมาจากไหน
ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ การบันทึกผลหรือการรายงานผลการทดลอง เพื่อบอกปริมาณหรือจำนวนที่เป็นตัวเลข ตัวเลขทุกตัวควรแสดงถึง ความละเอียดของปริมาณที่วัดหรือคำนวณได้ และที่สำคัญคือ ผู้ทำการทดลองควรสามารถอธิบายได้ถึงที่มาของตัวเลขเหล่านั้น
ตัวเลขดังกล่าวเรียกว่า เลขนัยสำคัญ (significant figures) โดยทั่วไป เลขนัยสำคัญของค่าที่วัดประกอบด้วย ตัวเลขที่สามารถอ่านได้จากเครื่องมืออย่างมีความมั่นใจ และหลักสุดท้ายที่ผู้ทดลองต้องประมาณหรือประเมิน
เลขนัยสำคัญไม่ได้หมายถึง “ตัวเลขที่ถูกต้องทั้งหมด” แต่เป็นตัวเลขที่เรามีเหตุผลเพียงพอที่จะรายงาน จากการวัดหรือจากข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ
การทำความเข้าใจที่มาของแต่ละหลักเป็นพื้นฐานสำคัญ ก่อนที่จะเรียนรู้วิธีนับเลขนัยสำคัญ
หมายถึงตัวเลขที่สามารถอ่านได้จากเครื่องมือวัด โดยผู้ทดลองมีความมั่นใจว่าค่าที่อ่านในหลักนั้น เป็นค่าที่เครื่องมือแสดงหรือสเกลกำหนดไว้อย่างชัดเจน
จำนวนหลักที่อ่านได้แน่นอนมักขึ้นอยู่กับ ความละเอียดของเครื่องมือ (least count) และลักษณะของเครื่องมือวัด
หมายถึงหลักสุดท้ายที่ผู้ทดลองต้องประมาณหรือประเมิน จากการอ่านเครื่องมือ หรือเป็นหลักที่มีความไม่แน่นอน ตามข้อกำหนดของเครื่องมือ
สำหรับเครื่องมือดิจิทัล ผู้ทดลองควรศึกษาคู่มือของเครื่องมือ เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละหลักที่แสดงบนหน้าจอมีความหมายอย่างไร และไม่ควรถือว่าหลักสุดท้ายของจอแสดงผลเป็น uncertainty ของเครื่องมือทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น หากใช้ไม้บรรทัดที่มีช่องสเกลเล็กสุด 1 mm วัดความยาวได้ 114.8 mm ตัวเลข 3 หลักแรก คือ 1, 1 และ 4 เป็นค่าที่อ่านได้จากสเกล ส่วนเลข 8 ในหลัก 0.1 mm เป็นค่าที่ผู้ทดลองประมาณจากการอ่านสเกล
ดังนั้น ผลการวัดจึงสามารถรายงานเป็น 114.8 mm ซึ่งมีเลขนัยสำคัญ 4 ตัว โดยหลักสุดท้ายเป็นหลักที่มีความไม่แน่นอน
การระบุ uncertainty ช่วยให้เราทราบช่วงค่าที่การวัดนั้น สามารถแทนได้อย่างมีเหตุผล
สมมุติวัดปริมาตรได้ 2.98 ± 0.05 L โดยค่าความไม่แน่นอนนี้อาจได้มาจากข้อกำหนดของเครื่องมือ ในกรณีนี้ ช่วงค่าที่สอดคล้องกับการรายงานดังกล่าวคือ 2.93–3.03 L
แม้ว่าหลักต่าง ๆ ของค่า 2.98 จะไม่ได้เป็นค่าที่แน่นอน ในความหมายของการวัด แต่ตัวเลขทั้งสามหลักมีนัยสำคัญ เพราะการรายงานมีข้อมูลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนกำกับอยู่ด้วย ดังนั้น ในตัวอย่างนี้จึงรายงานค่าเป็น 2.98 L ซึ่งมีเลขนัยสำคัญ 3 ตัว
เลขนัยสำคัญช่วยสื่อระดับความละเอียดของค่าที่รายงาน แต่ไม่ได้บอก uncertainty อย่างสมบูรณ์ หากต้องการอธิบายความไม่แน่นอนของผลการวัด ควรรายงานค่า uncertainty แยกต่างหาก
กฎพื้นฐานสำหรับพิจารณาว่าตัวเลขแต่ละหลัก มีนัยสำคัญหรือไม่
ตัวเลข 1–9 มีนัยสำคัญทุกตัว
ศูนย์ทางซ้ายของตัวเลขที่ไม่ใช่ศูนย์ ไม่มีนัยสำคัญ
ศูนย์ที่อยู่ระหว่างตัวเลขที่ไม่ใช่ศูนย์ มีนัยสำคัญ
ศูนย์ที่อยู่ท้ายตัวเลขและอยู่หลังจุดทศนิยม มีนัยสำคัญ
อาจไม่ชัดเจนว่าศูนย์ท้ายมีนัยสำคัญหรือไม่ จึงควรใช้สัญกรณ์วิทยาศาสตร์
ปริมาณที่ได้จากการนับโดยตรง เช่น จำนวนคาบการแกว่งของลูกตุ้ม หรือจำนวนลูปของคลื่นนิ่ง สามารถถือว่าเป็นค่าที่แน่นอน และให้ตีความว่ามีนัยสำคัญเป็นอนันต์
อย่าให้การประมาณค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ กลายเป็นข้อจำกัดของผลการทดลอง
ในการคำนวณจากข้อมูลการทดลอง ค่าบางส่วนเกิดจากนิยามหรือการนับ เช่น เลข 2 ในสูตร 2πR ไม่ได้เกิดจากการวัด จึงสามารถถือว่าเป็นค่าที่แน่นอน หรือให้ตีความว่ามีนัยสำคัญเป็นอนันต์
สำหรับค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ เช่น π ควรใช้ค่าที่มีความละเอียดเพียงพอ เช่น ค่าที่แสดงจากเครื่องคิดเลข แทนการใช้ค่าประมาณอย่าง 3.14 หรือ 22/7 แล้วจึงปัดเศษผลลัพธ์เมื่อสิ้นสุดการคำนวณ
สมมุติว่าในการทดลองวัดเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลมได้ d = 24.70 cm และต้องการคำนวณพื้นที่จาก A = π(d/2)²
คำตอบต่างกัน 0.24 cm² ทั้งที่ใช้ข้อมูลการวัดเดียวกัน ดังนั้น จะเห็นว่า การปัดค่า π ตั้งแต่ต้นทำให้ผลการคำนวณเปลี่ยนไปจริง
ดังนั้น ในการคำนวณจากข้อมูลการทดลอง ควรใช้ค่า π ที่ละเอียดเพียงพอจากเครื่องคิดเลขหรือซอฟต์แวร์ และเก็บการปัดเศษไว้ที่ขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ความละเอียดของผลลัพธ์ถูกกำหนดโดยข้อมูลการวัด ไม่ใช่โดยค่าประมาณของค่าคงตัวที่เราเลือกใช้
ในตัวอย่างนี้ ค่า 24.70 cm มีเลขนัยสำคัญ 4 ตัว ดังนั้นความละเอียดของผลลัพธ์ควรถูกกำหนดโดยข้อมูลจากการวัด ไม่ใช่จากการเลือกใช้ค่า π แบบหยาบ ดังนั้น พื้นที่ ที่คำนวณได้ตามหลักเลขนัยสำคัญ คือ 479.2 cm² ซึ่งมีเลขนัยสำคัญ 4 ตัว
อย่าให้ค่าคงตัวที่เราเลือกใช้ เป็นตัวจำกัดความละเอียดของข้อมูลที่อุตส่าห์วัดมา
เลขนัยสำคัญที่ได้มาจากการวัดโดยใช้เครื่องมือประเภทต่าง ๆ มีหลักการที่ค่อนข้างชัดเจนในการบันทึกผล แต่เมื่อเรานำค่าเหล่านั้น มาคำนวณ ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์สามารถวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ ด้วยแนวคิดเรื่อง การแพร่กระจายของความไม่แน่นอน (propagation of uncertainty)
สำหรับหัวข้อนี้จะกล่าวถึงแนวทางในการกำหนดเลขนัยสำคัญ ของผลลัพธ์จากการคำนวณปริมาณที่มาจากการวัด แนวทางนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานผลที่ละเอียด เกินกว่าข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ
หากต้องการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์อย่างจริงจัง ควรใช้การคำนวณ propagation of uncertainty แทนการใช้เลขนัยสำคัญเพียงอย่างเดียว
ผลลัพธ์ควรมีตำแหน่งทศนิยมสุดท้ายสอดคล้องกับปริมาณ ที่มีตำแหน่งทศนิยมน้อยที่สุด
การเรโซแนนซ์ของคลื่นเสียงในท่อครั้งแรกเกิดที่ระยะ L₁ = 9.5 cm และครั้งที่สองเกิดที่ระยะ L₃ = 28.8 cm จงหาความยาวคลื่นเสียง
ผลลัพธ์ควรมีจำนวนเลขนัยสำคัญเท่ากับปริมาณที่มี จำนวนเลขนัยสำคัญน้อยที่สุดในบรรดาค่าที่นำมาคำนวณ
จงหาอัตราเร็วเฉลี่ยของรถที่เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง โดยวัดระยะทางได้ 30.0 cm และวัดเวลาได้ 2.380 s
การวัดปริมาณเดิมหลายครั้งช่วยลดผลของความแปรปรวนแบบสุ่ม และช่วยให้ประเมินค่าที่เหมาะสมสำหรับการรายงานผลได้
ในการวัดปริมาณ x เป็นจำนวน N ครั้ง ค่าเฉลี่ยของปริมาณ x หาได้จาก
หากผลการวัดบางค่าต่างจากค่าที่เหลืออย่างชัดเจน ไม่ควรตัดค่านั้นออกเพียงเพราะแตกต่างจากกลุ่ม แต่ควรตรวจสอบสาเหตุก่อน เช่น ความผิดพลาดในการอ่านเครื่องมือ ความผิดพลาดในการบันทึก หรือเงื่อนไขของการทดลองที่แตกต่างกัน
จงหาค่าเฉลี่ยของผลการวัดต่อไปนี้
13.010 g, 11.940 g, 12.070 g, 12.050 g, 12.010 g
ค่า 13.010 g แตกต่างจากกลุ่มข้อมูลที่เหลืออย่างชัดเจน จึงควรตรวจสอบสาเหตุของค่าดังกล่าวก่อน
ในตัวอย่างนี้ สมมุติว่าตรวจสอบแล้วพบว่า ค่า 13.010 g เกิดจากความผิดพลาดในการวัด จึงไม่นำค่านี้มาคำนวณ
สำหรับการวัดจำนวนไม่มาก อาจใช้ maximum deviation หรือค่าความแตกต่างสูงสุดจากค่าเฉลี่ย เพื่อดูว่าผลการวัดกระจายออกจากค่าเฉลี่ยมากเพียงใด
จากข้อมูลนี้ ค่าที่ห่างจากค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ 11.940 g ดังนั้น
ค่านี้แสดงให้เห็นว่าผลการวัดมีการกระจายอยู่ในระดับประมาณ ±0.08 g ดังนั้น การแสดงค่าเฉลี่ยละเอียดถึงระดับ 12.0175 g จึงไม่เหมาะสม เนื่องจากมีความไม่แม่นอนของตัวเลข ในตำแหน่งทศนิยมหลักที่ 2
หากพิจารณาเฉพาะเลขนัยสำคัญ ค่าเฉลี่ยจึงควรรายงานเป็น 12.02 g โดยให้ตำแหน่งทศนิยมของค่าเฉลี่ยสอดคล้องกับ ระดับความไม่แน่นอนหรือการกระจายของผลการวัด แทนการรายงานทุกหลักที่ได้จากการคำนวณ
การรายงานผลจาก logarithm และ anti-logarithm มีหลักการพิจารณาจำนวนหลักแตกต่างจากการบวก ลบ คูณ และหาร
สำหรับ logarithm ฐานสิบ จำนวนหลักของ mantissa ของผลลัพธ์จะสัมพันธ์กับจำนวนเลขนัยสำคัญ ของค่าที่นำเข้า
สำหรับ anti-logarithm จำนวนเลขนัยสำคัญ ของผลลัพธ์จะสัมพันธ์กับจำนวนตำแหน่งทศนิยม ของค่าที่อยู่ในเลขชี้กำลัง
เลขนัยสำคัญช่วยให้เราเห็นระดับความละเอียดของผลการทดลอง แต่การตัดสินความสอดคล้องของผลการทดลองควรพิจารณา uncertainty ร่วมด้วย
ในการทดลองเพื่อศึกษาหลักการหรือทฤษฎี หรือการทดลองเพื่อหาปริมาณบางอย่าง เรามักเปรียบเทียบผลการทดลองกับผลการคำนวณ และในหลายกรณีก็เปรียบเทียบผลการทดลองด้วยกันเอง
ตัวอย่างเช่น ในการทดลองเพื่อศึกษาหลักการอนุรักษ์โมเมนตัม เราอาจเปรียบเทียบโมเมนตัมก่อนและหลังการชน หรือในการทดลองเพื่อหาความเร่ง เราอาจเปรียบเทียบค่าความเร่งที่ได้จากการทดลอง กับค่าที่คำนวณจากแบบจำลองทางทฤษฎี
ผลการทดลองวัดโมเมนตัมเชิงเส้นก่อนชนได้ 10.12 kg·m/s และหลังชนได้ 10.3 kg·m/s จากผลการทดลองนี้ สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า โมเมนตัมเชิงเส้นอนุรักษ์?
ทั้งสองค่ามีค่าเท่ากันในระดับตัวเลขที่มีความแน่นอน โดยความแตกต่างปรากฏในหลักท้าย ๆ ซึ่งเป็นหลักที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอนของการวัด
เนื่องจากตัวเลขที่แน่นอนมีค่าเท่ากัน ต่างกันเฉพาะตัวเลขที่ไม่แน่นอน จึงสามารถสรุปได้ว่า ผลการทดลองสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์โมเมนตัม
อย่างไรก็ตาม เลขนัยสำคัญเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินว่าผลการทดลอง เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์โมเมนตัมหรือไม่ ควรพิจารณา uncertainty ของการวัดร่วมด้วย
การทดลองเพื่อหาอัตราเร่งของการเคลื่อนที่บนพื้นระดับ ได้ค่า aทดลอง = 10.12 m/s² ขณะที่ผลการคำนวณทางทฤษฎีได้ aคำนวณ = 10.235 m/s² จากผลการทดลองนี้ สามารถกล่าวได้หรือไม่ว่า ผลการทดลองสอดคล้องกับค่าทางทฤษฎี?
ทั้งสองค่ามีค่าต่างกันในระดับตัวเลขที่มีความแน่นอน จึงควรสรุปว่า ผลการทดลองไม่สอดคล้องกับผลการคำนวณทางทฤษฎี
การตัดสินว่าค่าทดลองสอดคล้องกับค่าทางทฤษฎีหรือไม่ ควรพิจารณา uncertainty ของผลการทดลอง ร่วมกับสมมติฐานและแบบจำลองที่ใช้ในการคำนวณ
ตัวอย่างเช่น หากแบบจำลองทางทฤษฎีไม่ได้นำแรงต้าน หรือแรงเสียดทานบางส่วนมาพิจารณา ผลการทดลองอาจให้ค่าอัตราเร่งต่ำกว่าค่าที่คำนวณได้ ความแตกต่างดังกล่าวจึงสามารถนำไปอภิปราย ในส่วนวิเคราะห์ผลการทดลองได้
หลักสำคัญที่ควรนำไปใช้ในการทำงานห้องปฏิบัติการ
| เรื่อง | หลักการ |
|---|---|
| ตัวเลขที่ไม่ใช่ศูนย์ | มีนัยสำคัญทุกตัว |
| ศูนย์นำ | ไม่มีนัยสำคัญ |
| ศูนย์กลาง | มีนัยสำคัญ |
| ศูนย์ท้ายในทศนิยม | มีนัยสำคัญ |
| การบวก / ลบ | พิจารณาตำแหน่งทศนิยม |
| การคูณ / หาร | พิจารณาจำนวนเลขนัยสำคัญ |
| ค่าเฉลี่ย | พิจารณาความไม่แน่นอนและการกระจายของข้อมูล |
| ค่าคงตัว | ใช้ค่าที่ละเอียดเพียงพอ และปัดเศษเมื่อสิ้นสุดการคำนวณ |
| Logarithm | พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง mantissa และเลขนัยสำคัญของข้อมูล |
| การเปรียบเทียบผล | พิจารณา uncertainty ร่วมด้วย |
การรายงานผลที่ดีไม่ใช่การเขียนตัวเลขให้ได้มากที่สุด แต่คือการรายงานตัวเลขเท่าที่การทดลองสามารถอธิบายได้
PHYSICS TOOLSMITH